ความรู้ขั้นสูงในวันที่มหาวิทยาลัยอาจไม่เหมือนเดิม
มีคนส่งคลิปเกี่ยวกับชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัยมาให้ดู พร้อมคำถามว่าการเป็นอาจารย์ยังดีอยู่หรือไม่ และควรเรียนต่อปริญญาโท–เอกกันหรือเปล่า ผมเห็นว่าปัญหาหลายอย่างที่คลิปพูดถึงมีอยู่จริง แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้แย่ไปทั้งหมด แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ผมกังวลต่ออนาคตของระบบมหาวิทยาลัย
สำหรับเรื่องเรียนต่อ ผมยังมองว่า ความรู้ขั้นสูงมีคุณค่า ปัญหาที่คนเรียนแล้วไม่เห็นเส้นทางทำงานหรือรายได้ที่เหมาะสม สะท้อนข้อจำกัดของระบบบ้านเราในการเปิดโอกาสให้นำความรู้ไปใช้ด้วย การตัดสินใจเรื่องการศึกษาจึงต้องพิจารณาทั้งสิ่งที่จะเรียนรู้และเงื่อนไขชีวิตหลังเรียนจบ
เรียนต่อให้เห็นความจริงว่าปริญญาไม่ได้รับประกันอนาคต
คนจำนวนหนึ่งลังเลที่จะเรียนโท–เอก เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำงานอะไร และงานที่มองเห็นก็ให้ค่าตอบแทนไม่มาก ขณะที่ในต่างประเทศยังมีคนเรียนและมีทุนสนับสนุน ความรู้ระดับสูงจึงยังเป็นที่ต้องการในสังคมโลก แม้ระบบของเราอาจยังใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นได้ไม่คุ้มค่า
สำหรับคนที่เรียนไปแล้ว ผมยังเชียร์ให้เรียนจนจบ โดยมองตามความจริงว่า ปริญญาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ประกันงาน รายได้ หรืออนาคต สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่กันคือความสามารถที่จะนำความรู้ไปทำงานและแก้ปัญหาได้จริง
รูปแบบมหาวิทยาลัยอาจไปต่อยาก แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องใช้ความรู้ลึก
สำหรับคนที่เพิ่งเข้าปริญญาตรี ผมคิดว่าในอีกสิบปีข้างหน้า มหาวิทยาลัยอาจปิดตัวลงนับสิบแห่ง และระบบที่เราเห็นในวันนี้อาจอยู่ต่อในรูปแบบเดิมไม่ได้ นี่เป็นมุมมองต่ออนาคตที่ผมกังวล และเป็นเหตุให้ต้องเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ผมยังให้ความสำคัญคือ ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา โดยเฉพาะงานที่ AI และ robotics ยังทำแทนไม่ได้ การเรียนจึงควรพาไปสู่ความเข้าใจที่ลึกพอจะคิดต่อ ทดลอง และสร้างสิ่งใหม่ได้ด้วยตนเอง
พื้นฐานที่เข้าใจลึกยังเป็นฐานของการสร้างสิ่งใหม่
ความรู้พื้นฐานทางเกษตรและชีววิทยา รวมถึงฟิสิกส์และเครื่องจักรกล ยังนำไปใช้สร้างสิ่งใหม่และแก้ปัญหาจริงได้ แต่ผู้เรียนต้องพัฒนาจนสามารถเชื่อมความรู้นั้นกับโจทย์ที่ซับซ้อน และทำงานที่เทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้
ในมุมนี้ ความรู้พื้นฐาน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อใช้คิด ทดลอง และลงมือทำ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้เราต้องพิจารณาต่อว่าความรู้ที่มีจะนำไปสร้างความสามารถแบบใด
มหาวิทยาลัยอาจกลายเป็นพื้นที่ที่คนพร้อมเรียนรู้มาพบกัน
ผมนึกถึงมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ที่อาจคล้ายห้องประชุมหรือร้านกาแฟ เป็นพื้นที่ให้ผู้รู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ผู้ประกอบการ และคนที่มีโจทย์จริงมาร่วมกันแก้ปัญหา พร้อมฝึกคนรุ่นใหม่ไปด้วย ผู้เรียนจึงต้องเตรียมตัวและฝึกฝนด้วยตนเองให้พร้อมสำหรับการทำงานกับคนเหล่านั้น
ผมเปรียบเรื่องนี้กับการหัดเล่นกีตาร์ เราต้องฝึกจนเล่นเป็นและมีฝีมือก่อน จึงมีโอกาสไปพบและเล่นร่วมกับคนเก่ง เหมือนตัวอย่างน้องเนเน่ที่ได้เล่นกับ Linkin Park การเรียนรู้ด้วยตนเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมให้ใช้โอกาสเมื่อได้พบคนและโจทย์ที่เหมาะสม
ผมจึงยังเชียร์ให้ทุกคนหาความรู้ เรียนให้เก่ง คิดให้เป็น และแก้ปัญหาให้ได้ แม้มหาวิทยาลัยในอนาคตจะไม่เหมือนเดิม ความเข้าใจและความสามารถที่เราฝึกไว้ยังเป็นสิ่งที่จะใช้เดินต่อไป