Archive

ธรรมาภิบาลที่เดินต่อด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน

การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งความกล้า การรับฟังผู้ได้รับผลกระทบ และความรับผิดชอบ พร้อมตั้งคำถามว่าความรู้ เทคโนโลยี และกำลังคนที่มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร
หมวด: มหาวิทยาลัย ธรรมาภิบาล และความเห็นอกเห็นใจ
วันที่โพสต์: 10 October 2026 · 19:56 น.
ที่มา: Facebook post archive
higher-educationuniversity-governanceempathyaccountabilitypublic-interestorganizational-change
Rewritten Post
ธรรมาภิบาลที่เดินต่อด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน
แสงสีส้มยามเย็นเหนือแนวต้นไม้และผืนน้ำที่บ้านท่าบางเจริญ จังหวัดสุพรรณบุรี
ภาพประกอบจากโพสต์ต้นฉบับ · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่

เรื่องบางเรื่อง หากเราเข้าใจกัน คุยกัน และยึด ประโยชน์ร่วมของสังคม เป็นหลัก ก็ยังมีทางให้ช่วยกันทำงานต่อไปได้ การเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและกล้าลงมือแก้เป็นสิ่งที่ผมเห็นคุณค่า ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดพื้นที่ให้คนที่ได้รับผลกระทบได้พูดถึงความเดือดร้อนของตน

ความกล้าไม่ได้ทำให้การตัดสินใจทุกอย่างถูกต้องเสมอไป เมื่อเกิดผลกระทบ เราต้องพร้อมรับฟังและแก้ไข ช่วยกันหาทางออก โดยไม่ปล่อยให้ใครแบกปัญหาจนกระทบสุขภาพอยู่เพียงลำพัง

ธรรมาภิบาลต้องเห็นได้จากการรับผิดชอบและแก้ไข

ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ เป็นเรื่องจำเป็น แต่สิ่งที่องค์กรทำต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมและความรับผิดชอบด้วย รวมถึงการยอมรับเมื่อมีข้อผิดพลาดหรือมีสิ่งที่ต้องปรับปรุง

การสนับสนุนคนที่กล้าแก้ปัญหากับการรับฟังผู้ได้รับผลกระทบควรเดินไปด้วยกัน เราควรมีพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายอธิบายสิ่งที่เผชิญ และช่วยกันแก้ปัญหาโดยมองเห็นความเป็นคนของกันและกัน

ตำแหน่งอยู่กับเราชั่วคราว สิ่งที่ทำไว้จึงมีความหมาย

เรายังเป็นคนที่ทำงานกันตามหัวโขน วันหนึ่งก็ต้องถอดหัวโขนและเกษียณกันไป ความทรงจำเกี่ยวกับตำแหน่งอาจเหลือเพียงเรื่องเล่าให้ลูกหลานฟัง หากเขาอยากฟัง ระหว่างที่ยังทำงานอยู่ ผมจึงอยากให้ช่วยกันทำสิ่งที่มีประโยชน์ทิ้งไว้

ความเห็นอกเห็นใจ มีความสำคัญต่อการทำงานร่วมกัน เราอาจมีหน้าที่ต่างกันและเผชิญข้อจำกัดคนละด้าน แต่ยังคุยกันด้วยความเข้าใจและช่วยกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้

งานมหาวิทยาลัยควรตอบได้ว่าช่วยให้ผู้คนอยู่ดีขึ้นอย่างไร

ความรู้ขั้นสูง ยังสำคัญ คำถามที่ควรมีน้ำหนักคือ เราผลิตเทคโนโลยีอะไรได้บ้าง สร้างกำลังคนที่จะนำความรู้ไปทำอะไร และสิ่งเหล่านั้นช่วยให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นอย่างไร

การผ่านตัวชี้วัดควรเชื่อมกับความสุข ความกินดีอยู่ดี และความมั่นคงของครอบครัว องค์กร สังคม และประเทศชาติ การทำงานของมหาวิทยาลัยจึงต้องพิจารณาว่าผลที่เกิดขึ้นตอบโจทย์เหล่านี้ได้เพียงใด

ผมดีใจเสมอที่เห็นความพยายามหาทางเดินต่อด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน และขอเป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจทำสิ่งที่ดีและกล้าลงมือแก้ปัญหาต่อไป

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
เรื่องบางเรื่อง แค่เข้าใจกัน คุยกัน และมองประโยชน์ร่วมของสังคมเป็นหลัก ชีวิตก็ดำเนินต่อไปได้ครับ การเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและกล้าลงมือแก้ เป็นเรื่องที่ควรชื่นชม แต่ความกล้าไม่ได้ทำให้ทุกอย่างถูกต้องเสมอไป เมื่อเกิดผลกระทบก็ต้องรับฟังและแก้ไข ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบก็ควรมีพื้นที่ให้พูดถึงความเดือดร้อนของตัวเอง เราควรช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ปล่อยให้ใครแบกปัญหาจนเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตกอยู่คนเดียว ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้เป็นเรื่องจำเป็น แต่ธรรมาภิบาลต้องเห็นได้จากสิ่งที่ทำด้วย ทั้งความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ และการยอมรับเมื่อมีสิ่งที่ต้องแก้ไข ความเห็นอกเห็นใจกันก็สำคัญ เรายังเป็นคนครับ ทำงานกันตามหัวโขน อีกไม่กี่วันก็ถอดหัวโขน เกษียณกันไป ไม่มีใครจำอะไรได้มากนักหรอก อย่างมากก็อาจมีเรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังเท่านั้น ถ้าเขาอยากฟัง ระหว่างที่ยังทำงานอยู่ จึงอยากให้ช่วยกันทำสิ่งที่มีประโยชน์ทิ้งไว้ ความรู้ขั้นสูงยังสำคัญครับ เราผลิตเทคโนโลยีอะไรได้บ้าง ผลิตกำลังคนที่จะไปสร้างอะไรได้บ้าง และสิ่งเหล่านั้นช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร คำถามเหล่านี้ควรมีน้ำหนักในการทำงานของมหาวิทยาลัย มากกว่าการผ่านตัวชี้วัดที่ไม่ได้ยึดโยงกับ ความสุข ความกินดีอยู่ดีของผู้คน และความมั่นคงของครอบครัว องค์กร สังคม และ ประเทศชาติ ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละครับ เข้าใจกันได้ ก็ช่วยกันทำต่อไป ผมดีใจครับเสมอที่ เห็นความพยายามที่จะหาทางเดินต่อไปด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกัน ขอเป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจทำสิ่งที่ดี และกล้าลงมือแก้ปัญหาต่อไปครับ ปล. เขียนที่สุพรรณบุรี
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง