นโยบายวิจัยต้องมีคนทำ และเปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุนตั้งแต่ต้น
ประเทศเรามีนโยบายวิจัยและเป้าหมายใหม่อยู่เสมอ เมื่อมีผู้รับผิดชอบคนใหม่ ก็มักนำแนวคิดจากต่างประเทศมากำหนดทิศทางว่าเราควรทำอะไรและไปให้ถึงไหน แต่คำถามที่ผมอยากให้คิดกันจริงจังคือ ใครจะเป็นคนลงมือทำ และคนเหล่านั้นมีเงื่อนไขพร้อมทำงานหรือไม่
ผมเดาว่าภาพที่ผู้กำหนดนโยบายจำนวนหนึ่งนึกถึงคือนักวิจัยในหน่วยงานรัฐหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มักเป็นแวดวงเดียวกับคนคิดนโยบายเอง การออกแบบระบบวิจัยจึงควรมองบทบาทของคนและองค์กรให้ชัด รวมถึงคนที่มหาวิทยาลัยผลิตออกไปทำงานในภาคเอกชน
มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยรัฐมีหน้าที่พื้นฐานที่ต้องรักษา
อาจารย์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลักในการ ผลิตบุคลากร งานวิจัยจึงต้องสร้างทั้งความรู้และคน เป็นกระบวนการให้นิสิตฝึกตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และเติบโตเป็นนักวิจัย การประเมินบทบาทอาจารย์เฉพาะจำนวนบทความหรือต้นแบบสินค้าอาจทำให้มองข้ามหน้าที่ด้านนี้
ส่วนหน่วยงานวิจัยของรัฐควรรับผิดชอบโจทย์สำคัญของประเทศ ทั้งเรื่องเร่งด่วนและระยะยาว โดยเฉพาะงานที่เอกชนไม่มีแรงจูงใจลงทุนหรือเกินกำลังจะทำเอง รวมถึงการสร้างความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น องค์กรเหล่านี้ยังต้องตอบนโยบายรัฐ แต่การเปลี่ยนนโยบายควรเข้าใจหน้าที่พื้นฐานที่สังคมต้องการจากแต่ละองค์กรด้วย
นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ควรมีเอกชนร่วมคิดและลงทุนตั้งแต่ต้น
สำหรับงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ผมเห็นว่า ภาคเอกชนควรเป็นเจ้าภาพหลัก เพราะเข้าใจธุรกิจตั้งแต่ความต้องการของลูกค้า ต้นทุน การผลิต ไปจนถึงการขายและการแข่งขัน จึงควรเข้ามามีส่วนตั้งโจทย์ คิด และลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น
แนวทางที่ให้นักวิจัยรัฐทำต้นแบบก่อน แล้วค่อยหาผู้ประกอบการรับช่วงต่อ ยังทิ้งภาระการพัฒนาและความเสี่ยงทางธุรกิจไว้ให้ผู้รับช่วง หากเทคโนโลยีพร้อมขายและมองเห็นกำไร เอกชนก็อาจสนใจ แต่หากยังต้องพัฒนาอีกมากและยังไม่เห็นตลาด เขาย่อมต้องคำนวณความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ
คนที่ทำงานในเอกชนควรมีโอกาสใช้ความรู้สร้างนวัตกรรม
ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับ คนที่มหาวิทยาลัยผลิตออกไปทำงานในภาคเอกชน ด้วย คนเหล่านี้มีความเข้าใจปัญหาหน้างานและตลาดของตนอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เขามีโอกาสคิด ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร
เอกชนจำนวนหนึ่งอาจรับความเสี่ยงจากงานวิจัยไม่ไหว นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องออกแบบกลไกสนับสนุน เพื่อให้เอกชนพร้อมรับความเสี่ยงและกล้าลงทุน โดยยังร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ
รัฐต้องทำให้กลไกแบ่งเบาความเสี่ยงใช้งานได้จริง
สิ่งที่ควรจัดให้ทำงานร่วมกันมีทั้งกำลังคนที่เพียงพอ ทุนร่วมสนับสนุน เครื่องมือและสถานที่ทดลอง ที่ปรึกษา ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ การสนับสนุนเหล่านี้ควรเชื่อมกับ การร่วมลงทุนและรับผิดชอบของเอกชน เพื่อให้เกิดการลงมือทำต่อเนื่อง
หากเรายังคาดหวังว่าการตั้งเป้าหมายและจัดงบก้อนหนึ่งให้อาจารย์กับนักวิจัยรัฐจะนำไปสู่ธุรกิจใหม่ได้เอง ระบบก็อาจยังวนอยู่กับผลงานตีพิมพ์และการจัดอันดับ ผมจึงอยากให้การกำหนดนโยบายเริ่มจากคนที่จะทำงานจริง หน้าที่ของแต่ละองค์กร และกลไกที่ช่วยให้ความรู้พัฒนาไปสู่การใช้งานได้