Archive

นโยบายวิจัยต้องมีคนทำ และเปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุนตั้งแต่ต้น

ข้อเสนอต่อระบบวิจัยไทยให้เข้าใจบทบาทของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยรัฐ พร้อมสนับสนุนคนและกลไกแบ่งเบาความเสี่ยง เพื่อให้ภาคเอกชนร่วมตั้งโจทย์ ลงทุน และพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ต้น
หมวด: นโยบายวิจัย บุคลากร และนวัตกรรม
วันที่โพสต์: 14 October 2026 (โดยประมาณ)
ที่มา: Facebook post archive
research-policyprivate-sector-rdhuman-capitalinnovationresearch-fundinghigher-education
Rewritten Post
นโยบายวิจัยต้องมีคนทำ และเปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุนตั้งแต่ต้น
ภาพประกอบนักวิจัยในโรงงาน พร้อมข้อความ รัฐหนุนให้เอกชนลงมือทำ งานวิจัยของประเทศถึงจะเดิน
ภาพประกอบจากโพสต์ต้นฉบับ · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่

ประเทศเรามีนโยบายวิจัยและเป้าหมายใหม่อยู่เสมอ เมื่อมีผู้รับผิดชอบคนใหม่ ก็มักนำแนวคิดจากต่างประเทศมากำหนดทิศทางว่าเราควรทำอะไรและไปให้ถึงไหน แต่คำถามที่ผมอยากให้คิดกันจริงจังคือ ใครจะเป็นคนลงมือทำ และคนเหล่านั้นมีเงื่อนไขพร้อมทำงานหรือไม่

ผมเดาว่าภาพที่ผู้กำหนดนโยบายจำนวนหนึ่งนึกถึงคือนักวิจัยในหน่วยงานรัฐหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็มักเป็นแวดวงเดียวกับคนคิดนโยบายเอง การออกแบบระบบวิจัยจึงควรมองบทบาทของคนและองค์กรให้ชัด รวมถึงคนที่มหาวิทยาลัยผลิตออกไปทำงานในภาคเอกชน

มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยรัฐมีหน้าที่พื้นฐานที่ต้องรักษา

อาจารย์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลักในการ ผลิตบุคลากร งานวิจัยจึงต้องสร้างทั้งความรู้และคน เป็นกระบวนการให้นิสิตฝึกตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และเติบโตเป็นนักวิจัย การประเมินบทบาทอาจารย์เฉพาะจำนวนบทความหรือต้นแบบสินค้าอาจทำให้มองข้ามหน้าที่ด้านนี้

ส่วนหน่วยงานวิจัยของรัฐควรรับผิดชอบโจทย์สำคัญของประเทศ ทั้งเรื่องเร่งด่วนและระยะยาว โดยเฉพาะงานที่เอกชนไม่มีแรงจูงใจลงทุนหรือเกินกำลังจะทำเอง รวมถึงการสร้างความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น องค์กรเหล่านี้ยังต้องตอบนโยบายรัฐ แต่การเปลี่ยนนโยบายควรเข้าใจหน้าที่พื้นฐานที่สังคมต้องการจากแต่ละองค์กรด้วย

นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ควรมีเอกชนร่วมคิดและลงทุนตั้งแต่ต้น

สำหรับงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ผมเห็นว่า ภาคเอกชนควรเป็นเจ้าภาพหลัก เพราะเข้าใจธุรกิจตั้งแต่ความต้องการของลูกค้า ต้นทุน การผลิต ไปจนถึงการขายและการแข่งขัน จึงควรเข้ามามีส่วนตั้งโจทย์ คิด และลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น

แนวทางที่ให้นักวิจัยรัฐทำต้นแบบก่อน แล้วค่อยหาผู้ประกอบการรับช่วงต่อ ยังทิ้งภาระการพัฒนาและความเสี่ยงทางธุรกิจไว้ให้ผู้รับช่วง หากเทคโนโลยีพร้อมขายและมองเห็นกำไร เอกชนก็อาจสนใจ แต่หากยังต้องพัฒนาอีกมากและยังไม่เห็นตลาด เขาย่อมต้องคำนวณความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ

คนที่ทำงานในเอกชนควรมีโอกาสใช้ความรู้สร้างนวัตกรรม

ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับ คนที่มหาวิทยาลัยผลิตออกไปทำงานในภาคเอกชน ด้วย คนเหล่านี้มีความเข้าใจปัญหาหน้างานและตลาดของตนอยู่แล้ว โจทย์คือจะทำอย่างไรให้เขามีโอกาสคิด ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร

เอกชนจำนวนหนึ่งอาจรับความเสี่ยงจากงานวิจัยไม่ไหว นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องออกแบบกลไกสนับสนุน เพื่อให้เอกชนพร้อมรับความเสี่ยงและกล้าลงทุน โดยยังร่วมรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ

รัฐต้องทำให้กลไกแบ่งเบาความเสี่ยงใช้งานได้จริง

สิ่งที่ควรจัดให้ทำงานร่วมกันมีทั้งกำลังคนที่เพียงพอ ทุนร่วมสนับสนุน เครื่องมือและสถานที่ทดลอง ที่ปรึกษา ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ การสนับสนุนเหล่านี้ควรเชื่อมกับ การร่วมลงทุนและรับผิดชอบของเอกชน เพื่อให้เกิดการลงมือทำต่อเนื่อง

หากเรายังคาดหวังว่าการตั้งเป้าหมายและจัดงบก้อนหนึ่งให้อาจารย์กับนักวิจัยรัฐจะนำไปสู่ธุรกิจใหม่ได้เอง ระบบก็อาจยังวนอยู่กับผลงานตีพิมพ์และการจัดอันดับ ผมจึงอยากให้การกำหนดนโยบายเริ่มจากคนที่จะทำงานจริง หน้าที่ของแต่ละองค์กร และกลไกที่ช่วยให้ความรู้พัฒนาไปสู่การใช้งานได้

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
ประเทศเราไม่เคยขาดนโยบายวิจัยครับ พอมีคนเก่งคนใหม่เข้ามา ก็หยิบแนวคิดดี ๆ จากต่างประเทศมากำหนดเป้าหมายใหม่ ว่าเราจะต้องทำอะไร จะไปให้ถึงไหน แต่คำถามที่ไม่ค่อยได้คิดกันจริงจังคือ แล้วใครจะเป็นคนทำ? ผมเดาว่า ภาพในหัวของคนกำหนดนโยบายก็คงเป็นนักวิจัยในหน่วยงานรัฐอย่าง สวทช. หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งคนคิดนโยบายเองก็มักมาจากแวดวงเดียวกัน สิ่งที่ขาดจึงไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่คือการให้ความสำคัญกับ “คน” และเข้าใจว่าคนในแต่ละตำแหน่งมีหน้าที่ต่างกัน อาจารย์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่หลักในการผลิตบุคลากร งานวิจัยต้องสร้างทั้งความรู้และคน เป็นกระบวนการฝึกให้นิสิตตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และเติบโตเป็นนักวิจัย ไม่ใช่มองอาจารย์เป็นโรงงานผลิตบทความหรือต้นแบบสินค้าอย่างเดียว ส่วนหน่วยงานวิจัยของรัฐก็ควรรับผิดชอบโจทย์สำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาเร่งด่วน เฉพาะหน้า และระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องที่เอกชนไม่มีแรงจูงใจจะลงทุน หรือเกินกำลังที่จะทำเอง รวมถึงการสร้างความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศจำเป็นต้องมี ไม่ได้หมายความว่าแต่ละองค์กรไม่ต้องตอบนโยบายรัฐนะครับ แต่ตำแหน่งงานและองค์กรเหล่านี้มีอยู่เพราะความต้องการพื้นฐานของสังคม จะเปลี่ยนนโยบายกี่รอบก็ต้องเข้าใจหน้าที่เหล่านี้ก่อน แล้วถ้าถามว่า ใครควรเป็นเจ้าภาพหลักของงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์? สำหรับผมคือ “ภาคเอกชน” ครับ เพราะเขาเห็นภาพธุรกิจ ตั้งแต่ความต้องการของลูกค้า ต้นทุน การผลิต ไปจนถึงการขายและการแข่งขัน เขาจึงควรมีส่วนตั้งโจทย์ คิด และลงทุนตั้งแต่ต้น ทุกวันนี้เรามักให้นักวิจัยรัฐทำต้นแบบขึ้นมาก่อน แล้วค่อยเอาไปเร่หาเอกชนให้รับช่วงขยายผล ถ้าพร้อมขายและเห็นกำไร เขาก็อาจรับไป แต่ถ้ายังต้องลงทุนพัฒนาอีกมาก ยังต้องหาตลาด และยังไม่รู้ว่าจะคุ้มหรือไม่ เป็นผมก็คงหยิบเครื่องคิดเลขมาคำนวณความเสี่ยงก่อนเหมือนกัน ภาพของการทำต้นแบบแล้วหาคนรับช่วงต่อ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จึงเห็นกันจนเบื่อ ภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับคนที่มหาวิทยาลัยผลิตออกไปทำงานในภาคเอกชนด้วย ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มีโอกาสใช้ความรู้ คิด ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมในองค์กรของตัวเอง โดยใช้ความเข้าใจปัญหาหน้างานและตลาดที่เขามีอยู่ ใช่ครับ เอกชนจำนวนหนึ่งรับความเสี่ยงจากงานวิจัยไม่ไหว นั่นแหละคือโจทย์ของรัฐ: ทำอย่างไรให้เอกชนสามารถรับความเสี่ยงและกล้าลงทุนกับงานวิจัยได้? มีคนให้พอ มีทุนร่วมสนับสนุน มีเครื่องมือและสถานที่ทดลอง มีที่ปรึกษา มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ มีกลไกแบ่งเบาความเสี่ยง โดยเอกชนต้องร่วมลงทุนและรับผิดชอบด้วย นี่คือกลไกที่ภาครัฐควรสร้างให้ทำงานได้จริง ถ้าเรายังหวังว่า แค่ตั้งเป้าหมายสวย ๆ จัดงบประมาณมาก้อนหนึ่ง แล้วให้อาจารย์กับนักวิจัยรัฐไปทำ สุดท้ายจะได้เทคโนโลยีใหม่ที่สร้างธุรกิจและเปลี่ยนประเทศได้เอง ก็คงได้เอาผลงานตีพิมพ์ไปจัด ranking กันต่อแหละครับ -- ปล. ขอบคุณแฟนคลับส่งประเด็นมาให้เขียนครับ ไม่รู้ตอบโดนใจหรือเปล่า
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง