Archive

AI for Research: ใช้ AI ทำวิจัย โดยที่คนยังเป็นคนคิด

Workshop สำหรับนิสิต Food Science ปี 3 ใช้เคสนมถั่วเหลืองอายุเก็บสั้นลง ฝึกคิดเองก่อนใช้ AI ตรวจคำตอบด้วยความรู้ในสาขา และเรียนรู้จากข้อมูลทั้งห้อง พร้อมข้อจำกัดของผลสังเกตจากกิจกรรม
หมวด: AI การวิจัย และการเรียนรู้
วันที่โพสต์: 06 October 2026 · 19:27 น.
ที่มา: Facebook post archive
aiai-literacyresearch-methodologyfood-scienceteaching-and-learningdata-literacy
Rewritten Post
AI for Research: ใช้ AI ทำวิจัย โดยที่คนยังเป็นคนคิด
ภาพเปิดการบรรยาย Thinking with AI สำหรับนิสิต Food Science and Technology
Thinking with AI: คำตอบมีเยอะแล้ว ที่ขาดคือคำถาม · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่

วันนี้ผมได้ไปสอน AI for Research ให้นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขา Food Science and Technology มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้ใน Workshop โดยเฉพาะ เป้าหมายคือให้นิสิตฝึกใช้ AI ในกระบวนการวิจัย โดยยังรับผิดชอบการตั้งโจทย์ ตรวจสอบข้อมูล และตัดสินใจด้วยตนเอง

ผมเริ่มจากเคส Shelf-life Breakdown in a Chilled Soy Milk Line โรงงานนมถั่วเหลืองพาสเจอร์ไรซ์ที่สินค้าควรเก็บได้ 10 วัน แต่ช่วงหลังกลับบวมและเปรี้ยวตั้งแต่วันที่ 5–7 โจทย์นี้ออกแบบให้นิสิตใช้ความรู้ด้านอาหารแยกแยะข้อมูล ก่อนลองใช้ AI ช่วยวิเคราะห์

โจทย์ที่ดีเปิดโอกาสให้ใช้ความรู้ในสาขาตรวจข้อมูล

ในเคสมีข้อมูลตั้งแต่กำลังของ chiller อัตราการผลิตและบรรจุ ขนาดห้องเย็น ตำแหน่งเซนเซอร์ จุดเก็บตัวอย่าง TPC การหยุดเครื่องบรรจุ ไปจนถึงคำบอกเล่าของผู้จัดการโรงงาน บางข้อมูลช่วยอธิบายปัญหา บางข้อมูลอาจพาให้เข้าใจผิด และบางตัวเลขคำนวณแล้วจะพบว่าไม่สอดคล้องกัน

ผมตั้งใจให้นิสิตมองเห็นความผิดปกติเหล่านี้จาก ความรู้ Food Science ของตนเอง เรื่องนี้เป็นความเชี่ยวชาญที่นิสิตด้านอาหารควรใช้ได้ดีกว่าคนทั่วไปอย่างผม จึงต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในสาขาและการตรวจหลักฐาน แทนการยอมรับข้อมูลทุกชิ้นในโจทย์

คิดเองก่อน แล้วจึงใช้ AI พร้อมวิธีตรวจคำตอบ

นิสิตเข้าระบบด้วยชื่อเล่นโดยไม่จำเป็นต้องเก็บชื่อจริงหรือข้อมูลส่วนบุคคล จุดประสงค์ของกิจกรรมคือดูวิธีคิดและสิ่งที่เรียนรู้จากกระบวนการ มากกว่าการจัดอันดับว่าใครเก่งกว่าใคร

Workshop แบ่งเป็นสองรอบ รอบแรกให้นิสิตคิดเอง ส่วนรอบสองให้ใช้ AI ช่วย ก่อนเริ่มรอบสอง ผมอธิบายการตั้งโจทย์ เขียน prompt ตรวจคำตอบ พิจารณาสมมติฐาน และคำนวณตรวจตัวเลข โดยย้ำว่า ความคล่องในการตอบของ AI ไม่ใช่หลักฐานว่าคำตอบถูกต้อง

ในกลุ่มที่ทำครบสองรอบ ผลงานรอบหลังดีขึ้น

นิสิต 93 คน ทำครบทั้งสองรอบ ตามข้อมูลที่สรุปในโพสต์ สัดส่วนผู้ที่เห็นว่าระบบเริ่มเสียสมดุลตรงจุดที่เคสออกแบบไว้เพิ่มจาก 43% เป็น 82% ส่วนผู้ที่พูดถึงประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในโจทย์อย่างน้อยหนึ่งเรื่องเพิ่มจาก 62% เป็น 82%

จำนวนประเด็นที่แต่ละคนนำมาวิเคราะห์เพิ่มจากเฉลี่ยประมาณ 5 ประเด็น เป็น 6.5 ประเด็นต่อคน ผลเหล่านี้เป็นข้อสังเกตจากกิจกรรมในห้องเรียน ซึ่งรอบสองมีทั้งการใช้ AI และวิธีคิดที่สอนไป จึงยังใช้สรุปว่า AI เพียงอย่างเดียวทำให้ผลงานดีขึ้นไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ นิสิตตรวจและแก้คำตอบของ AI

ข้อมูลที่นิสิตรายงานเกี่ยวกับการใช้ AI แสดงให้เห็นการใช้วิจารณญาณหลายรูปแบบ ได้แก่ 63% ระบุว่าใช้ความรู้ Food Science ของตนแก้ข้อสรุปของ AI, 50% ตัดข้อเสนอที่ขัดกับข้อจำกัดของโจทย์, 33% กลับไปคำนวณตัวเลขเอง และ 21% พบว่า AI ตั้งสมมติฐานบางอย่างโดยไม่ได้ตรวจสอบ

สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ คนใช้ AI แล้วพัฒนาวิธีคิด การตรวจพบข้อจำกัด แก้ข้อสรุป และเลือกไม่ทำตามคำแนะนำบางอย่างของ AI ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจของผู้ใช้ ข้อมูลส่วนนี้เป็นสิ่งที่นิสิตรายงานเกี่ยวกับกระบวนการของตน

คำตอบของทั้งห้องทำให้เห็นการเชื่อมโยงของความคิด

เมื่อจบสองรอบ เรามีคำตอบข้อความเกือบหนึ่งพันคำตอบให้พิจารณาในระดับห้องเรียน สามารถดูได้ว่าประเด็นใดถูกพูดถึงร่วมกัน เรื่องใดถูกมองข้าม และแนวคิดของทั้งห้องเปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างสองรอบ

จากข้อมูล นิสิตเริ่มเชื่อมโยง chiller, cold chain, จุดเก็บตัวอย่าง, bottleneck ของกระบวนการ และการปนเปื้อนหลังพาสเจอร์ไรซ์เข้าด้วยกันมากขึ้น รวมถึงแนวคิด พาสเจอร์ไรซ์ ≠ ปลอดเชื้อ ตัวอย่างภาพหน้าจอต่อไปนี้แสดงประเด็นสำคัญ รูปทรงความคิดของห้อง และประเด็นที่ถูกพูดถึงร่วมกัน

ภาพหน้าจอเปรียบเทียบประเด็นสำคัญระหว่างรอบคิดเองกับรอบใช้ Gemini
ประเด็นสำคัญที่ปรากฏในคำตอบของแต่ละรอบ ตามหน้าจอระบบ · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่
กราฟเรดาร์แสดงรูปทรงความคิดของห้องเรียนจากคำตอบสองรอบ
รูปทรงความคิดของห้อง: ประเด็นที่นิสิตพูดถึงในสองรอบ · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่
กราฟเครือข่ายแสดงประเด็นที่ถูกพูดถึงร่วมกันในคำตอบของนิสิต
เครือข่ายประเด็นที่ถูกพูดถึงร่วมกัน โดยรวมคำตอบทั้งสองรอบตามหน้าจอระบบ · คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่

อ่านโค้ดเป็น ช่วยเปิดเครื่องมือวิเคราะห์ให้กว้างขึ้น

ข้อมูลจากระบบส่งออกเป็น JSON หรือ CSV เพื่อนำไปใช้กับ Google Colab ทำ Data Visualization หรือ Machine Learning ต่อได้ นิสิตบางคนเริ่มตกใจกับโค้ด แต่ผมไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนเป็นโปรแกรมเมอร์ จุดที่อยากให้เห็นคือการอ่านโค้ดเป็นช่วยให้เข้าถึงเครื่องมือวิเคราะห์ได้มากขึ้น

จากนั้นผมตั้งใจทำ Workshop อีกเรื่องเกี่ยวกับการใช้ AI ค้นหาอาจารย์ที่ปรึกษาหรือนักวิจัยที่ตรงกับความสนใจ แต่เวลาเหลือเพียงพอสำหรับ Demo เท่านั้น เป้าหมายคือให้นิสิตเห็นว่าการสืบค้นงานวิจัยมีเครื่องมือและวิธีคิดให้สำรวจต่อจากการใช้ฐานข้อมูลเป็น

พื้นฐานที่แน่นทำให้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเข้าใจ

ผมย้ำกับนิสิตเสมอว่า Fundamental Core ยังสำคัญมาก และเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัย ผู้ที่มีพื้นฐานแน่นย่อมมีเครื่องมือพิจารณาว่า AI กำลังพูดเรื่องอะไร ข้อสรุปสมเหตุสมผลหรือไม่ และควรถามอะไรต่อ

สิ่งที่ควรเติมคือ Technology Patch โดยเข้าใจเทคโนโลยีให้มากกว่าการใช้งานตามขั้นตอน คนที่มีครู ตำรา และ AI ตัวเดียวกันก็ยังให้ผลลัพธ์ต่างกันได้ เพราะความเข้าใจ ประสบการณ์ และวิธีคิดของแต่ละคนแตกต่างกัน

ผล Workshop เป็นข้อสังเกตในห้องเรียน ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์เชิงวิจัย

กิจกรรมนี้ ไม่ได้ออกแบบเป็น controlled experiment และไม่ได้มีวัตถุประสงค์พิสูจน์ว่า AI ทำให้คนฉลาดขึ้น จึงไม่ควรนำตัวเลขไปอ้างเป็นข้อสรุปเชิงเหตุเกี่ยวกับประสิทธิผลของ AI

สิ่งที่สังเกตได้คือ ในกิจกรรมนี้ เมื่อนิสิตมีความรู้เดิม ได้รับโจทย์และคำแนะนำวิธีคิด แล้วใช้ AI เป็นเครื่องมือ ผลงานในรอบที่ใช้ AI ดีขึ้น คำถามสำหรับการสอนต่อไปจึงอยู่ที่การออกแบบกระบวนการให้นิสิตได้ฝึกตั้งคำถาม ตรวจหลักฐาน และตัดสินใจด้วยความเข้าใจของตนเอง

ขอบคุณ Waraporn Boon ที่เชิญมาร่วมสอนและทำ Workshop กับนิสิตในครั้งนี้

Original
ลิงก์อ้างอิง:
f
Original Facebook Post
วันนี้ได้มีโอกาสไปสอน AI for Research ให้กับนิสิต Food Science and Technology ครับ ไม่ได้มีอะไรมาก…แค่ทำซอฟต์แวร์ใหม่ซิง ๆ ขึ้นมาหนึ่งตัว เพื่อให้นิสิตทำ Workshop ว่า เราจะใช้ AI ในการทำวิจัยอย่างไร โดยที่คนยังต้องเป็นคนคิด นิสิตเป็นปี 3 ผมเลยให้เริ่มจากเคส Food Science เรื่อง Shelf-life Breakdown in a Chilled Soy Milk Line โจทย์คือโรงงานนมถั่วเหลืองพาสเจอร์ไรซ์ที่สินค้าควรอยู่ได้ 10 วัน แต่ช่วงหลังเริ่มบวมและเปรี้ยวตั้งแต่วันที่ 5–7 ในเคสผมจงใจใส่ข้อมูลไว้เยอะมาก ทั้งกำลังของ chiller อัตราการผลิต อัตราการบรรจุ ขนาดห้องเย็น ตำแหน่งเซนเซอร์ จุดที่เก็บตัวอย่าง TPC การหยุดเครื่องบรรจุ ไปจนถึงคำบอกเล่าของผู้จัดการโรงงาน บางข้อมูลจริง บางข้อมูลอาจทำให้เข้าใจผิด และบางตัวเลขถ้าลองคำนวณจะพบว่า มันเข้ากันไม่ได้ นี่คือสิ่งที่นัก Food Science ควรมองเห็นจากความรู้ในสาขาของตัวเอง และเป็นสิ่งที่คนทั่วไปอย่างผมไม่ควรเก่งกว่านิสิตด้านอาหาร นิสิตเข้าระบบโดยตั้งชื่อเล่นเอง ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บชื่อหรือข้อมูลส่วนบุคคล เพราะจุดประสงค์ไม่ใช่การให้คะแนนว่าใครเก่งกว่าใคร แต่คือดูว่า พวกเราคิดอย่างไร และเรียนรู้อะไรจากกระบวนการนี้ Workshop มีสองรอบ - รอบแรก คิดเอง - รอบสอง ใช้ AI ช่วย แต่ไม่ได้บอกว่า “เปิด AI แล้วถามเลย” ก่อนรอบสองผมอธิบายวิธีตั้งโจทย์ วิธีเขียน prompt วิธีตรวจคำตอบ วิธีดูสมมติฐาน วิธีตรวจตัวเลข และที่สำคัญคือ อย่าเชื่อ AI เพียงเพราะมันตอบได้คล่อง แล้วเราก็วัดผล มีนิสิต 93 คนที่ทำครบทั้งสองรอบ ในรอบแรก คนที่มองเห็นว่าระบบเริ่มเสียสมดุลตรงจุดที่เคสออกแบบไว้มี 43% หลังใช้ AI พร้อมกับวิธีคิดที่สอนไป เพิ่มเป็น 82% คนที่พูดถึงประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในโจทย์อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง เพิ่มจาก 62% เป็น 82% และจำนวนประเด็นที่แต่ละคนสามารถหยิบออกมาวิเคราะห์ได้ เฉลี่ยเพิ่มจากประมาณ 5 ประเด็นเป็น 6.5 ประเด็นต่อคน [KU Urban Decision Intelligence] สิ่งที่ผมชอบกว่านั้นคือ นิสิตไม่ได้เชื่อ AI ไปหมด - 63% บอกว่าใช้ความรู้ Food Science ของตัวเองแก้ข้อสรุปของ AI - 50% ตัดข้อเสนอของ AI ที่ขัดกับข้อจำกัดของโจทย์ - 33% กลับไปคำนวณตัวเลขเอง - และ 21% จับได้ว่า AI ตั้งสมมติฐานบางอย่างขึ้นมาโดยไม่ได้ตรวจสอบ [KU Urban Decision Intelligence] นี่แหละที่ผมอยากเห็น ไม่ใช่ AI ตอบเก่งขึ้น แต่เป็น คนใช้ AI แล้วคิดเก่งขึ้น พอจบสองรอบ เราไม่ได้มีเพียงคำตอบของนิสิตแต่ละคนอีกต่อไป เรามีข้อมูลของ “ทั้งห้อง” คำตอบข้อความทั้งหมดเกือบหนึ่งพันคำตอบสามารถนำมาวิเคราะห์ว่า ห้องนี้มองเห็นประเด็นอะไร ประเด็นไหนถูกพูดถึงพร้อมกัน เรื่องใดมีคนมองข้าม ใครพบความผิดปกติที่คนอื่นไม่เห็น หรือแนวคิดของทั้งห้องเปลี่ยนไปอย่างไรหลังใช้ AI ตัวอย่างที่เห็นจากข้อมูลคือ นิสิตเริ่มเชื่อมโยงเรื่อง chiller, cold chain, จุดเก็บตัวอย่าง, bottleneck ของกระบวนการ, การปนเปื้อนหลังพาสเจอร์ไรซ์ รวมถึงแนวคิดว่า “พาสเจอร์ไรซ์ ≠ ปลอดเชื้อ” เข้าด้วยกันมากขึ้น แทนที่จะมองปัญหาเป็นจุด ๆ แยกจากกัน [KU Urban Decision Intelligence] จากนั้นผมพาไปต่ออีกนิด ข้อมูลพวกนี้ export เป็น JSON หรือ CSV ได้ แล้วเอาไปต่อกับ Google Colab เพื่อทำ Data Visualization หรือ Machine Learning ต่อได้ ตรงนี้นิสิตบางคนเริ่มช็อกกับโค้ดนิดหน่อย 😄 แต่ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมแค่ต้องการส่งสัญญาณว่า ถ้าคุณอ่านโค้ดเป็น คุณจะมีเครื่องมือวิเคราะห์ที่คนอื่นไม่มี หลังจากนั้นมี Workshop ที่สอง เรื่องการใช้ AI ช่วยค้นหา อาจารย์ที่ปรึกษาหรือนักวิจัยที่เหมาะกับความสนใจของเรา เสียดายเวลาหมดก่อน เลยได้เพียง Demo แต่ผมอยากให้นิสิตเห็นว่า การสืบค้นงานวิจัยในวันนี้ไปได้ไกลกว่าการพูดว่า “ฉันค้น Scopus เป็น” มากแล้ว ผมพูดกับนิสิตเสมอว่า Fundamental Core ยังสำคัญมาก และนี่คือจุดแข็งของมหาวิทยาลัย AI ไม่ได้ทำให้ความรู้พื้นฐานหมดความหมาย ตรงกันข้าม คนที่พื้นฐานแน่นยิ่งได้เปรียบ เพราะเขารู้ว่า AI กำลังพูดอะไร ถูกหรือผิด และควรถามอะไรต่อ แต่ถ้าอยากเหนือกว่าคนอื่นอีกขั้น เราต้องมี Technology Patch และผมใช้คำว่า เข้าใจ เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ ใช้ เทคโนโลยี ผลจาก Workshop วันนี้เอาไปอ้างเป็นงานวิจัยอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็น controlled experiment และไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่า AI ทำให้คนฉลาดขึ้น แต่มันแสดงอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก เมื่อให้นิสิตมีความรู้เดิม มีโจทย์ที่ดี สอนวิธีคิด และให้ AI เป็นเครื่องมือ ผลงานในรอบที่ใช้ AI ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนสองคนเรียนกับครูคนเดียวกัน อ่านตำราเล่มเดียวกัน มี AI ตัวเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังไม่เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ต่างกันคือ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และวิธีคิด ถ้าทุกวันนี้เราบอกว่า “ใช้ AI ทำวิจัยแล้ว” เพราะใช้มันถามตอบ แก้ภาษา สรุป paper หรือช่วยวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ผมอยากบอกว่า มันยังมีอีกเยอะครับ และของสนุกเพิ่งเริ่มต้นเอง ปล. ขอบคุณ Waraporn Boon ที่เชิญมาครับ สนุกมาก
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง