ปรับเงินเดือนมหาวิทยาลัยอย่างไร ให้ดึงดูดคนเก่งและดูแลคนเดิมไปด้วยกัน
ข่าวและการถกเถียงเรื่องการปรับโครงสร้างเงินเดือนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งเงินเดือนแรกบรรจุ เส้นทางความก้าวหน้า และผลกระทบต่อบุคลากรเดิม ทำให้ผมกลับมาคิดถึงโจทย์ที่มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งต้องเผชิญ ผมไม่มีข้อมูลภายในของ มข. จึงคงไม่เหมาะที่จะตัดสินการบริหารของมหาวิทยาลัยอื่น แต่ประเด็นนี้ชวนให้พิจารณาว่า มหาวิทยาลัยจะรักษาและดึงดูดคนเก่งได้อย่างไร เมื่อค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดแรงงานได้ยากขึ้น
ในมุมผม การปรับฐานเงินเดือนแรกบรรจุ เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมรับมือ คนที่มีความรู้ระดับปริญญาเอกมีทางเลือกทั้งในภาคเอกชน อุตสาหกรรม และองค์กรต่างประเทศ หากมหาวิทยาลัยยังใช้ค่าตอบแทนที่ตามตลาดไม่ทัน การพูดถึง Talent Management ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเหล่านั้นเลือกเข้ามาหรืออยู่กับองค์กรต่อไป
ขยับเงินเดือนคนใหม่ ต้องมองผลต่อคนทั้งระบบ
ลองสมมติว่าเดิมมหาวิทยาลัยรับอาจารย์ปริญญาเอกที่เงินเดือน 34,000 บาท แล้วปรับฐานใหม่เป็น 41,000 บาท คนที่เพิ่งเข้ามาย่อมได้รับค่าตอบแทนตามฐานใหม่ แต่คนที่เข้ามาก่อนหน้าเพียงสองสามปี รวมถึงคนที่ทำงานมานานกว่านั้น จะอยู่ตรงไหนในโครงสร้างนี้
ส่วนต่าง 7,000 บาทในตัวอย่างจึงนำไปสู่ปัญหา salary compression หรือการที่ช่องว่างเงินเดือนระหว่างคนใหม่กับคนเดิมแคบลง จนต้องพิจารณาความเหมาะสมของค่าตอบแทนทั้งระบบ หากมีบุคลากรจำนวนมาก งบที่ต้องใช้ปรับแก้อาจสูงถึงหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดและแนวทางที่เลือก
การให้ความสำคัญกับคนต้องปรากฏในงบประมาณ
งบปรับเงินเดือนเป็น ภาระรายจ่ายต่อเนื่อง ที่ต้องจ่ายทุกปี การจัดสรรจึงกระทบกับทางเลือกอื่นของมหาวิทยาลัย ทั้งอาคาร ห้องปฏิบัติการ ระบบ IT และโครงการใหม่ คำถามคือ เมื่อองค์กรบอกว่าคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เราพร้อมจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้สอดคล้องกับคำพูดนั้นเพียงใด
อาคารและระบบอย่าง ERP ก็มีความจำเป็นสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ทรัพยากรที่มีจำกัดทำให้ทุกการลงทุนมี ต้นทุนค่าเสียโอกาส เงินที่ใช้สร้างอาคารย่อมเหลือน้อยลงสำหรับเรื่องอื่น การลงทุนระบบอาจทำให้บางโครงการต้องรอ ส่วนการเพิ่มเงินเดือนถาวรก็สร้างภาระผูกพันระยะยาว การบริหารจึงต้องชั่งน้ำหนักทางเลือกเหล่านี้ให้ได้
กติกาใหม่ต้องดูแลคนที่เดินมาตามกติกาเดิม
ผมเข้าใจความรู้สึกของบุคลากรเดิมที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะคนที่เตรียมผลงานตามเงื่อนไขเดิมมาหลายปี แล้วเมื่อระบบใหม่เริ่มใช้กลับพบว่าตนไม่ผ่านเงื่อนไขบางอย่าง สิ่งที่เขาลงทุนลงแรงไปควรถูกนำมาพิจารณาในการออกแบบการเปลี่ยนผ่านด้วย
มาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูป ทั้งบทเฉพาะกาล การคุ้มครองสิทธิเดิม และเวลาที่เพียงพอให้คนปรับตัว ระบบใหม่ที่ตั้งใจให้ดีขึ้นควรมีทางรองรับคนที่ปฏิบัติตามกติกาเดิมมาแล้ว
การปล่อยปัญหาไว้ก็มีผลต่ออนาคตมหาวิทยาลัย
ในอีกด้านหนึ่ง ผมเห็นคุณค่าของผู้บริหารที่กล้าลงมือแก้ ปัญหาเชิงโครงสร้าง การคงระบบเดิมไว้จนหมดวาระอาจทำให้ผู้บริหารเผชิญความขัดแย้งน้อยกว่า แต่ฐานเงินเดือนที่แข่งขันไม่ได้ ปัญหา salary compression และระบบบริหารที่ล้าสมัยก็ยังอยู่ ก่อนถูกส่งต่อให้ผู้บริหารชุดถัดไป
ความสงบของผู้บริหารจึงอาจเกิดพร้อมกับการที่มหาวิทยาลัยค่อย ๆ เสียความสามารถในการแข่งขัน หากทุกครั้งที่มีแรงกระทบจากการเปลี่ยนแปลง เราเลือกหลีกเลี่ยงการแตะปัญหา องค์กรก็อาจถูกตลาดแรงงานทิ้งไว้ข้างหลัง
ความกล้าเปลี่ยนต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อผลกระทบ
การให้คุณค่ากับความกล้าเปลี่ยนยังต้องมาพร้อมการตรวจสอบวิธีดำเนินการ ผู้บริหารต้องออกแบบระบบให้ดี ประเมินผลกระทบล่วงหน้า สื่อสารกับบุคลากร และเตรียมมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อพบผลที่ไม่ได้คาดไว้ก็ต้องยอมรับและแก้ไข
เรื่องของ มข. จึงน่าติดตามในฐานะโจทย์การปฏิรูปที่แตะ คน เงิน และความก้าวหน้า ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีข้อจำกัดที่คนนอกอาจไม่รู้ทั้งหมด สำหรับผม การสนับสนุนคนที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควรดำเนินไปพร้อมกับการรับฟังและดูแลคนที่ได้รับผลกระทบ